กสิกรไทยครองตำแหน่งธนาคารเพื่อรายย่อย 4 ปีซ้อน


  
  ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล (ที่ 4 จากขวา) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นประธานในการมอบรางวัล Money&Banking Awards 2011 โดยมีนายอำพล โพธิ์โลหะกุล (ที่ 3 จากขวา) รองกรรมการผู้จัดการ และนายวัลลภ  ว่องจิตต์วุฒิไกร (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เป็นผู้แทนธนาคารฯ รับมอบ 2 รางวัล ได้แก่ รางวัลธนาคารเพื่อลูกค้ารายย่อยแห่งปี 2554 (Best Retail Bank of the Year 2011) เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน และรางวัลยอดเยี่ยม บูธสวยงามประเภทพื้นที่ขนาดใหญ่ เป็นปีที่ 5 โดยมีนายสันติ วิริยะรังสฤษฏ์ (ที่ 4 จากซ้าย) บรรณาธิการบริหาร วารสารการเงินธนาคาร ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรมโฟร์ซีซั่น กรุงเทพ เมื่อเร็ว ๆ นี้

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

กสิกรไทย จัด K SME Care Business Forum 2011



     นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ (กลาง) รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เป็นประธานเปิดงานสัมมนา “5 มิติพลังสร้างสรรค์ ผลักดันความสำเร็จ SME ไทย” เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้จากนักคิด นักธุรกิจ ที่มีชื่อเสียง อาทิ นายตัน ภาสกรนที ประธานกรรมการบริหาร บจก.ตันไม่ตัน นายวรวุฒิ อุ่นใจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออฟฟิศเมท จำกัด และนางสาวภัทรา สหวัฒน์ เจ้าของเพลินวาน&แมนชั่น 7 ด้วยมุมมองการสร้างสรรค์ที่แตกต่างใน 5 มิติ คือ การสื่อสาร, การจัดการ, แบรนดิ้ง, นวัตรกรรม และการตลาด โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังอย่างล้นหลาม ณ โรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์ สยามพารากอน เมื่อเร็ว ๆ นี้

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

สมาชิกในกลุ่ม

สมาชิกในกลุ่ม

นางสาวกรรณิการ์             กุลวริทธิ                          รหัส  52112804011
นางสาวธัญธร                   ภู่บำรุง                             รหัส 52112804017
นางสาวกาญจนา              จุติโรจปกรณ์                   รหัส  52112804020
นางสาวปาริฉัตร               นิลทะวงษ์                        รหัส 52112804027
นางสาวนภา                     พรหมวินานรัตน์               รหัส  52112804042
นางสาวอธิบดี                  ยังเจริญ                            รหัส  52112804043 
นางสาวพิชชาพร             ขันติวงศ์                           รหัส  52112804052
          นางสาวอาภาพร              พงษ์วัทวิสนนท์               รหัส  52112804056       
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต คณะวิทยาการจัดการ
สาขาวิชาการเงิน  ปี3

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

กสิกรไทย ร่วมกับกรมบัญชีกลาง จัดสินเชื่อเพื่อข้าราชการบำนาญ ผ่อนสูงสุด 30 ปี อนุมัติภายใน 24 ชม.


นายชาติชาย พยุหนาวีชัย (ที่ 2 จากขวา) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย พร้อมด้วยนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม (กลาง) ปลัดกระทรวงการคลัง และนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ (ที่ 2 จากซ้าย) อธิบดีกรมบัญชีกลาง ร่วมลงนามในโครงการกู้เงินกับสถาบันการเงินโดยใช้บำเหน็จตกทอดค้ำประกัน โดยธนาคารได้เปิดสินเชื่อเพื่อข้าราชการบำนาญกสิกรไทย (K-Personal Loan for Pensioner) ด้วยการปล่อยกู้ให้กับข้าราชการบำนาญแบบไม่จำกัดอายุผู้กู้ วงเงินสูงสุด 100% ผ่อนสูงสุดถึง 30 ปี ทราบผลอนุมัติได้ภายใน 24 ชั่วโมง ติดต่อได้ที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขาทั่วประเทศหรือโทร. 02 888 8888 กด 04 ณ โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น เมื่อเร็ว ๆ นี้

แหล่งที่มา

http://www.newswit.com/gen/2011-07-05/c900d91ae41cb238b9be8b0c882b4a09/: 5 กรกฎาคม 2554

ธนาคารกสิกรไทยได้ร่วมมือกับกระทรวงการคลังจัดโครงการกู้เงินกับสถาบันการเงินเปิดสินเชื่อเพื่อข้าราชการบำนาญกสิกรไทย โดยแค่ใช้บำเหน็จตกทอดค้ำประกันเท่านั้น แบบไม่จำกัดอายุผู้กู้ ผ่อนได่สูงสุดถึง 30 ปี

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

บัตรเครดิตกสิกรไทย ร่วม 5 แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ จัด 0% สูงสุด 10 เดือน


บัตรเครดิตธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับ 5 แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ ทั้งโฮมโปร บุญถาวร เอสบี โฮมเวิร์ค และอินเด็กซ์ (HomePro, Boonthavorn, SB, HomeWorks, Index) จัดโปรโมชั่น Big Point Big Earn โดยลูกค้าที่ใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ชำระค่าเฟอร์นิเจอร์ทั้งแบบเต็มจำนวนหรือเลือกผ่อนชำระ 0% ได้นานถึง 10 เดือน ตั้งแต่วันนี้-31 ส.ค. 54 รับคะแนนสะสมเพิ่มสูงสุด 12,000 คะแนน


แหล่งที่มา http://www.newswit.com/fin/2011005/b35c428d18dc58a2fb60c43fd52da577/: 5กรกฎาคม 2554

ธนาคารกสิกรไทยได้ร่วมมือกับ 5 แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชั้นนำ จัดโปรโมชั่นให้ลูกค้าจ่ายผ่านบัตรเครดิต 0% เพื่อช่วยเหลือลูกค้าในการผ่อนชำระในการซื้อสินค้า

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

13แบงก์อ้ารับใช้บำเหน็จค้ำกู้



กรมบัญชีกลางผนึก 13 แบงก์ หนุนข้าราชการบำนาญ 4 แสนราย ใช้บำเหน็จตกทอดทายาทค้ำประกันเงินกู้ คิดดอกเบี้ยเฉลี่ย MLR -0.5%หรือไม่เกิน 6.5%ต่อปีเตรียมให้ใช้สิทธิไม่เกินเดือนส.ค.หลังเปิดประตูยื่นคำขอ 4 ก.ค. ด้านผู้รับบำนาญสมาชิก กบข.ต้องรอประกาศกระทรวงอีกระลอก
หลังจากกรมบัญชีกลางแก้ไขกฎหมายบำเหน็จบำนาญเพื่อให้ผู้รับบำนาญสามารถนำบำเหน็จตกทอดเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงินจากสถาบันการเงิน 2 ฉบับคือพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการพ.ศ.2494 สำหรับผู้รับบำนาญที่ไม่ได้เป็นสมาชิก กบข. และพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 สำหรับผู้รับบำนาญที่เป็นสมาชิก กบข. ในทางปฏิบัติต้องออกกฎกระทรวง 2 ฉบับ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ประกันการกู้เงิน พ.ศ. 2554 นั้น
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยถึงความคืบหน้าว่า กรมบัญชีกลางกำหนดจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง โครงการกู้เงินกับสถาบันการเงินโดยนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ประกันการกู้เงินกับ ธนาคารทั้ง 13 แห่ง ในวันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม 2554 ณ ห้องประชุมจูปิเตอร์ ชั้น 3 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร โดยมี 13 ธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ 1. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 2.ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) 5.ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) 6. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 7. ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) 8. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย 9. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 10.ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) 11.ธนาคารออมสิน 12.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ13. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
เงื่อนไขการกู้กำหนดดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ย MLR -0.5% หรือไม่เกิน 6.5% ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย MLR ของแต่ละธนาคารซึ่งจะไม่เท่ากัน โดยปัจจุบันมีผู้รับบำนาญ จำนวน 435,588 คน จ่ายเงินบำนาญรายเดือน 7,594.29 ล้านบาทต่อเดือน แบ่งผู้รับบำนาญเป็น 2 กลุ่ม คือ ผู้รับบำนาญปกติ 248,705 คน และผู้รับบำนาญสมาชิก กบข. จำนวน 186,883 คน ขณะที่เงินส่วนที่เหลืออีก 15 เท่า ของบำเหน็จค้ำประกัน จะเป็นเงินบำเหน็จตกทอดที่เหลือไว้ให้กับทายาท ปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณ 70,000 ล้านบาท
"ความร่วมมือครั้งนี้ ไม่ได้เป็นภาระงบประมาณแต่อย่างใด เพราะธนาคารเข้ามารับภาระ แต่ธนาคารก็ได้หลักทรัพย์ค้ำประกันชั้นดี และทางกรมบัญชีกลาง ยังได้ให้มีการหักเงินบำนาญผ่านบัญชีทันที"นายรังสรรค์กล่าว
ทั้งนี้ ผู้รับบำนาญกลุ่มแรก จะสามารถยื่นคำขอกู้เงินกับสถาบันการเงินประมาณเดือนกรกฎาคมนี้และสามารถใช้บำเหน็จตกทอดดังกล่าว เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้กับธนาคารได้ไม่เกินเดือนสิงหาคม 2554 เป็นต้นไป ส่วนผู้รับบำนาญที่เป็นสมาชิก กบข. คงต้องรออีกซักระยะเนื่องจากต้องผ่านกระบวนการประกาศกฎกระทรวงให้เสร็จเรียบร้อยก่อน(โดยยังอยู่ในขั้นตอนส่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าวให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา)
สำหรับผู้มีสิทธิที่จะนำบำเหน็จตกทอดไปค้ำประกันการกู้เงิน หรือผู้รับบำนาญปกติหรือผู้รับบำนาญพิเศษเหตุทุพพลภาพนั้น มีเงื่อนไขในทางปฏิบัติ คือ ผู้รับบำนาญต้องแจ้งให้ผู้มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดทราบก่อน เพราะหากไม่สามารถชำระคืนเงินกู้ได้จะต้องนำบำเหน็จตกทอดไปใช้หนี้เงินกู้ก่อน จำนวนเงินบำเหน็จตกทอดที่จะได้รับจะลดน้อยลงไป โดยเรื่องระบบการตรวจสอบสิทธิ การตรวจสอบข้อมูล และการอนุมัติวงเงินบำเหน็จตกทอดนั้นกรมบัญชีกลางได้เตรียมความพร้อมระหว่างส่วนราชการ และธนาคารเรียบร้อยแล้ว
อนึ่ง บำเหน็จค้ำประกัน คือ ตามกฎหมายจะมีการจ่ายเงินบำเหน็จตกทอด จำนวน 30 เท่าของบำนาญรายเดือน จ่ายให้แก่ทายาท เมื่อผู้รับบำนาญเสียชีวิต ต่อมามีการแก้กฎหมาย แบ่งเงินดังกล่าวให้ผู้รับบำนาญนำมาใช้ก่อน 15 เท่าของเงินบำนาญ เมื่อตอนออกจากราชการ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ถ้าเกิน ส่วนที่เกินจะไปขอรับได้อีกครั้งเมื่ออายุ 65 ปีบริบูรณ์ แต่รวมกันต้องไม่เกิน 400,000 บาท เงินส่วนนี้ เรียกว่า เงินบำเหน็จดำรงชีพ และเงินส่วนที่เหลืออีก 15 เท่า จะเป็นเงินบำเหน็จตกทอดที่เหลือไว้ให้กับทายาท วงเงินจำนวนนี้ ที่จะนำไปเป็นหลักทรัพย์เพื่อค้ำประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงิน ที่เรียกกันว่า บำเหน็จค้ำประกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้รับบำนาญ เพราะโดยปกติผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป มักจะไม่ได้รับอนุมัติให้ทำนิติกรรมทางการเงิน เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์มาค้ำประกันการกู้เงินกับธนาคาร

แหล่งที่มา หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,649 3-6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บำเหน็จตกทอดค้ำประกันการกู้เงินร่วมกับสถาบันการ เป็นการช่วยเหลือข้าราชการผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญให้มีโอกาสกู้เงินเพิ่มขึ้นจากสถาบันการเงิน เพื่อใช้ในการลงทุนประกอบอาชีพ ขยายกิจการ รวมถึงดำรงชีวิต โดยการนำเงินบำเหน็จตกทอดที่ทายาทจะได้รับมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงิน

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

กสิกรไทยชี้ศก.-สินค้าแพงมีผลต่อพฤติกรรมการใข้จ่ายของผู้ถือบัตรเครดิต


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์ "ทิศทางเศรษฐกิจ ปัญหาราคาสินค้าแพง ผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ถือบัตรเครดิต" ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2554 ที่ผ่านมา ผู้บริโภคต่างต้องเผชิญกับปัญหาภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลต่อการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคบางกลุ่ม ที่ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคงจะมีผลต่อการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ภาวะค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้นก็อาจส่งผลต่อสภาพคล่องของผู้บริโภคบางกลุ่มได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ถือบัตรเครดิตที่มีการผ่อนชำระบัตรเครดิต ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ทำการสำรวจ พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอย และพฤติกรรมการชำระบัตรเครดิตของผู้ถือบัตรเครดิต เพื่อนำมาวิเคราะห์ถึงแนวโน้มของธุรกิจบัตรเครดิตในช่วงที่เหลือของปี 2554 นี้ โดยได้ทำการสำรวจในระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม – 17 มิถุนายน 2554 จำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 725 ชุด โดยเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึกเจาะจงเฉพาะผู้ที่ใช้บัตรเครดิตจับจ่ายสินค้าและบริการ โดยกระจายไปตามสถานที่ต่างๆ เช่น สถานที่ทำงาน และห้างสรรพสินค้าทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานคร เป็นต้น

- การปรับขึ้นราคาสินค้ามีผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ถือบัตรเครดิต

จากรายงานของกระทรวงพาณิชย์ พบว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2554 ขยายตัวร้อยละ 3.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ในขณะที่หมวดอาหารและเครื่องดื่มราคาสินค้าปรับขึ้นกว่าร้อยละ 7.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งการปรับขึ้นของราคาสินค้านั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคบางกลุ่ม สำหรับสินเชื่อบัตรเครดิต ซึ่งเป็นสินเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน และจากการปรับขึ้นราคาสินค้าดังกล่าว ก็อาจมีผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในผู้ถือบัตรบางกลุ่มที่เปลี่ยนไปตามภาวะแวดล้อมเช่นปัจจุบัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้สอบถามถึงการปรับขึ้นราคาสินค้าจะมีผลต่อการจับจ่ายใช้สอยผ่านบัตรเครดิตของผู้ถือบัตรหรือไม่ โดยผู้ที่คิดว่าตนเองได้รับผลกระทบ คิดเป็นร้อยละ 68.8 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ในขณะที่ผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 31.2 ของผู้ตอบแบบสอบถาม


ทั้งนี้ เมื่อสอบถามถึงการปรับตัวของผู้ใช้บัตรเครดิตที่คิดว่าการที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นมีผลต่อการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกที่จะปรับพฤติกรรมในการซื้อสินค้าของตนเอง เช่น ซื้อสินค้าจำนวนน้อยลง หรือซื้อของราคาถูกลง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 44.6 ขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามอีกกลุ่มหนึ่งเลือกที่จะลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยลง เช่น ดูหนัง ทานข้าวนอกบ้าน เป็นต้น คิดเป็นร้อยละ 43.7 และผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 11.7 ไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการใช้จ่าย โดยซื้อเท่าเดิมแต่พึ่งพาสินเชื่อบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น

- ผู้ถือบัตรเครดิตใช้บัตรในการชำระค่าสินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์ทบ่อยที่สุด

ปัจจุบัน สินเชื่อบัตรเครดิต เป็นเสมือนเครื่องมือทางการเงินที่มีความสะดวกสบาย มีจำนวนร้านค้ารับบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นจากเดิม ประกอบกับผู้ประกอบการบัตรเครดิตต่างออกสิทธิประโยชน์มากมายในการใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าหรือบริการ ทั้งนี้ เมื่อสอบถามถึงการใช้บัตรเครดิตในการชำระค่าสินค้าหรือบริการใดบ่อยครั้งที่สุด พบว่า ผู้ถือบัตรเครดิตกว่าร้อยละ 23.1 ใช้บัตรเครดิตในการชำระค่าสินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์ท สำหรับการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่ใช้บ่อยครั้งรองลงมา คือ การใช้จ่ายในร้านอาหาร คิดเป็นร้อยละ 20.2 ขณะที่ค่าน้ำมันรถ คิดเป็นร้อยละ 19.4 ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในเรื่องของเครื่องแต่งกาย เช่น เสื้อผ้า, รองเท้า, เครื่องประดับ และกระเป๋า เป็นต้น คิดเป็นร้อยละ 15.1 ค่าที่พักโรงแรมและท่องเที่ยวคิดเป็นร้อยละ 12.6 และอื่นๆ เช่น ดูหนัง จ่ายค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น คิดเป็นร้อยละ 9.6 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด


วงเงินที่ใช้จ่ายต่อเดือน สัดส่วน (ร้อยละ)

ต่ำกว่า 2,500 บาท 10.3
2,500-5,000 บาท 32.7
5,001-10,000 บาท 24.7
10,001-15,000 บาท 11.4
15,001-20,000 บาท 9.4
20,001-25,000 บาท 3.7
25,001-30,000 บาท 4.4
30,001-40,000 บาท 1.1
40,000 บาท ขึ้นไป 2 .2


สำหรับวงเงินในการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในแต่ละเดือน 3 อันดับแรก พบว่า ผู้ถือบัตรเครดิตใช้จ่ายผ่านบัตรในแต่ละเดือนเป็นจำนวนเงิน 2,500-5,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นร้อยละ 32.7 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ขณะที่รองลงมา คือ ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต 5,001-10,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นร้อยละ 24.7 ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต 10,001-15,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นร้อยละ 11.4 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด

- ผู้ใช้บัตรเครดิตร้อยละ 63.3 ผ่อนชำระบัตรเครดิตเต็มจำนวน

เมื่อสำรวจถึงพฤติกรรมการชำระบัตรเครดิต พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ชำระบัตรเครดิตเต็มจำนวน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 63.3 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด ขณะที่ผู้ที่ชำระบัตรเครดิตมีสัดส่วนร้อยละ 36.7 ของผู้ตอบแบบสอบถาม


ผู้ตอบแบบสอบถามที่ผ่อนชำระสินเชื่อบัตรเครดิตเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 10-20 ของรายได้ต่อเดือน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 35.0 ของผู้ผ่อนชำระบัตรเครดิต ขณะที่รองลงมา คือ ผ่อนชำระร้อยละ 21-30 ของรายได้ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 27.4 ผ่อนชำระร้อยละ 31-40 ของรายได้ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18.0 ผ่อนชำระร้อยละ 41-50 ของรายได้ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10.9 และผ่อนชำระมากกว่าร้อยละ 50 ของรายได้ คิดเป็นร้อยละ 10.7 ของผู้ผ่อนชำระบัตรเครดิต

- ผู้บริโภคส่วนใหญ่ร้อยละ 68.7 ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงการผ่อนชำระเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้เมื่อสอบถามถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการชำระสินเชื่อบัตรเครดิตของผู้บริโภคเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ผ่อนชำระเครดิตร้อยละ 68.7 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการการผ่อนชำระบัตร คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 31.3 ของผู้ตอบแบบสอบถาม


สำหรับเหตุผลที่ผู้ตอบแบบสอบถาม มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการชำระบัตรเครดิต คือ ผ่อนชำระบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่ต้องการเป็นหนี้ คิดเป็นร้อยละ 52.0 (หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.3 ของผู้ผ่อนชำระบัตรเครดิต) ขณะที่ผ่อนชำระสินเชื่อต่องวดลดลง เนื่องจากมีภาระรายจ่ายเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 40.7 ขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 6.3 ตอบว่า บางเดือนไม่จ่ายแต่ยอมเสียดอกเบี้ย

- ทิศทางเศรษฐกิจ ปัญหาราคาสินค้าแพง ปัจจัยสร้างความกังวลต่อผู้บริโภค

เมื่อถามถึงปัจจัยที่จะสร้างความกังวลและมีผลต่อการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในระยะข้างหน้า โดยปัจจัยดังกล่าวนี้ มีผลต่อการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ ซึ่งยังคงขึ้นอยู่กับความจำเป็นต้องใช้บัตรเครดิตของผู้ถือบัตรเป็นสำคัญ จากผลสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างได้ให้ความสำคัญแต่ละปัจจัยในระดับที่ใกล้เคียงกัน โดยอันดับแรกที่ผู้ใช้บัตรเครดิตได้ให้ความสำคัญ คือ ความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า คิดเป็นร้อยละ 22.6 ของผู้ตอบแบบสอบถาม

สำหรับปัจจัยที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของกลุ่มตัวอย่างรองลงมา คือ ราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ร้อยละ 21.6 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ทั้งนี้ การปรับขึ้นราคาสินค้าคงจะส่งผลต่ออำนาจการซื้อของผู้บริโภคบางกลุ่มลดลง ซึ่งก็อาจมีผลต่อปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในกลุ่มผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบที่จะลดลงตาม ขณะที่ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจในการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ในอันดับถัดๆไป ได้แก่ ปัจจัยการเมืองในประเทศ คิดเป็นร้อยละ 19.1 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งในช่วงที่จัดทำแบบสอบถามเป็นช่วงที่อยู่ระหว่างการเลือกตั้งจึงทำให้ผู้บริโภคเกิดความกังวลและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค


นอกจากนี้ความกังวลในเรื่องของความมั่นคงทางรายได้ คิดเป็นร้อยละ 18.6 โดยความกังวลดังกล่าวขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมรอบตัวของผู้บริโภค เช่น เศรษฐกิจ หรือความมั่นคงของอาชีพการมีงานทำ เป็นต้น ซึ่งเมื่อผู้บริโภคมีความกังวลเกิดขึ้น ก็จะมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย และอาจจะมีผลต่อปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตด้วยเช่นกัน

สำหรับความกังวลเรื่องราคาน้ำมัน คิดเป็นร้อยละ 18.1 ทั้งนี้ราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมามีความผันผวนอย่างมาก ซึ่งการปรับขึ้นราคาน้ำมันส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นของต้นทุนสินค้าและบริการ ทำให้ราคาสินค้าในหลายประเภทมีการปรับตัวสูงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และส่งผลกระบเป็นลูกโซ่ต่อมายังความสามารถในการซื้อที่ลดลง อย่างไรก็ดี การปรับขึ้นราคาน้ำมันมีนัยสำคัญต่อการเพิ่มขึ้นของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ถือบัตรเครดิตที่มีรถส่วนตัว ที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้รถส่วนตัวในการเดินทาง


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่า ปัจจุบันผู้บริโภคกำลังถูกรุมเร้าด้วยปัจจัยลบต่างๆ ทั้งจากความผันผวนของราคาน้ำมัน ที่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเพิ่มขึ้นของต้นทุนสินค้าและบริการ ทำให้ราคาสินค้าในหลายประเภทมีการปรับตัวสูงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว จะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ต้นปี 2554 ที่ผ่านมา ราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคหลายรายการปรับตัวสูงขึ้น และเริ่มส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค จากผลสำรวจ พบว่า การปรับขึ้นราคาสินค้าส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยผ่านบัตรเครดิตของผู้ถือบัตรคิดเป็นร้อยละ 68.8 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ในขณะที่ผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 31.2 ของผู้ตอบแบบสอบถาม

อย่างไรก็ดี จากแบบสอบถามสะท้อนให้เห็นได้ว่า เมื่อผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบดังกล่าว ทำให้ผู้ถือบัตรมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของตน ซึ่งนับว่าเป็นผลดีต่อธุรกิจบัตรเครดิตในด้านคุณภาพของสินเชื่อ อย่างไรก็ดี ในด้านของการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตก็ย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทังนี้จะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการเองก็มีการปรับแคมเปญสิทธิประโยชน์ของบัตรตามสภาพแวดล้อมของธุรกิจบัตรเครดิต อาทิ ส่วนลดในการเข้าพักโรงแรม ใช้คะแนนสะสมแลกแทนเงินเมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในร้านค้าที่ร่วมรายการ หรือใช้จ่ายผ่านบัตเครดิตตามวงเงินที่กำหนดจะได้รับเงินคืนเข้าบัญชี เป็นต้น ซึ่งสิทธิประโยช์ดังกล่าวช่วยให้ถือบัตรเครดิตประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้บ้าง

สำหรับในกรณีของการผ่อนชำระบัตรเครดิตนั้น แม้ว่าผู้ตอบแบบสอบถามที่ผ่อนชำระบัตรเครดิตในขณะนี้ยังมีส่วนน้อยที่ไม่สามารถผ่อนชำระบัตรเครดิตได้ตามระยะเวลาที่กำหนด แต่เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมเศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังคงมีความผันผวนที่สูง ทำให้ผู้ประกอบการบัตรเครดิตยังคงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงธุรกิจบัตรเครดิตอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กันไปกับการทำตลาดกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต เพื่อเป็นการรักษาระดับคุณภาพของระบบสินเชื่อบัตรเครดิตของผู้ประกอบการ ก่อนที่สินเชื่อบัตรเครดิตจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในระยะข้างหน้า

นอกจากนี้ในส่วนของผู้ใช้บัตรเครดิต ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่า การที่ผู้ประกอบการต่างยังคงใช้กลยุทธ์เพิ่มสิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิต เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริโภคชำระสินค้าผ่านบัตรเครดิตแทนเงินสดมากขึ้น ซึ่งผู้ใช้บัตรเครดิตจะได้รับประโยชน์จากการแข่งขันที่สูง ก็ต่อเมื่อผู้ใช้บัตรเครดิตมีการวางแผนทางการเงินที่ดี โดยการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตไม่ควรเกินกำลังความสามารถของตนเองในการชำระคืนในเดือนถัดไป ซึ่งผู้ใช้บัตรเครดิตอาจต้องกำหนดวงเงินในการใช้บัตรเครดิตในการชำระค่าสินค้าหรือบริการที่ไม่ควรเกินร้อยละ 20-40 ของรายได้ต่อเดือน โดยขึ้นอยู่กับรายจ่ายด้านอื่นของผู้บริโภคด้วย ถ้าหากผู้ใช้บัตรเครดิตมีภาระการผ่อนชำระสินเชื่อประเภทอื่นๆ ในแต่ละเดือนด้วยนั้น การใช้จ่ายผ่านบัตรจึงไม่ควรมีสัดส่วนที่สูงเกินไป และไม่ควรปล่อยให้ยอดสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิตสะสมเป็นวงเงินที่สูงเกินกว่ารายได้ต่อเดือน เนื่องจากการชำระสินค้าหรือบริการผ่านบัตรเครดิตเปรียบเสมือนการนำเงินในอนาคตมาใช้ เมื่อถึงรอบบัญชีเรียกเก็บหากชำระไม่เต็มจำนวนก็จะถูกคิดอัตราดอกเบี้ยในรอบบัญชีถัดไป ซึ่งในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตอยู่ที่ร้อยละ 20 ต่อปี

แหล่งข้อมูล http://www.thannews.th.com/ วันพุธที่ 06 กรกฏาคม 2011

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์ "ทิศทางเศรษฐกิจ ปัญหาราคาสินค้าแพง มีผล ผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ถือบัตรเครดิตบริโภคต่างต้องเผชิญกับปัญหาภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลต่อการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคบางกลุ่ม ที่ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคงจะมีผลต่อการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเช่นกัน เนื่องจากบัตรเครดิต เป็นสินเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน ทำให้ในช่วงที่ผ่านๆ มา ผู้ประกอบการบัตรเครดิตต่างทำแคมเปญการตลาดกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต โดยเฉพาะแคมเปญสิทธิประโยชน์บัตรเครดิตที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ใช้จ่ายที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์ท ตามวงเงินที่กำหนดจะได้รับเงินคืนเข้าบัญชี เป็นต้น และรวมถึงแคมเปญส่วนลด หรือคะแนนสะสมแลกแทนเงินสด ก็จัดว่าเป็นสิทธิประโยชน์ที่ผู้ถือบัตรจะได้รับในภาวะที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS