กสิกรฯ ผลึก ICBC ขยายธุรกิจไทย – จีน

ASTVผู้จัดการรายวัน- แบงค์กสิกรไทยจับมือ ICBC ร่วมธุรกิจภายใต้วงเงินสนับสนุน 8 พันล้าน เสริมศักยภาพให้ธุรกิจในเครือ ทั้ง ไอซีบีซี (ไทย) ธ.กสิกรไทย สาขาเซินเจิ้น
                นายบัณฑูร  ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBANK) เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยได้ลงนามสัญญาทางการเงินและความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างกัน (Reciprocal Funding Line Agreement) ภายใต้วงเงินสนับสนุน 8,000 ล้านบาท กับธนาคารเพื่ออุตสาหกรรมและการพาณิชย์แห่งประเทศจีน (Industrial and Commercial Bank of China Limited) หรือ ICBC เพื่อเสริมศักยภาพการให้บริการทางการเงินของสองธนาคารพันธมิตรทั้งในสาธารณรัฐประชาชนจีนและไทยในด้านความร่วมมือเพื่อสนับสนุนสินเชื่อสำหรับโครงการต่างๆ การปล่อยกู้ร่วมสำหรับโครงการขนาดใหญ่ การโอนและชำระเงินระหว่างประเทศ การแนะนำลูกค้าให้แก่กัน (Business Matching) การแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรมในการบริหารธุรกิจระหว่างทั้งสองธนาคาร และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตลอดจนการพัฒนาเพิ่มทักษะ และฝึกอบรมพนักงานระหว่างกัน อันจะเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งทางด้านการเงินและการดำเนินธุรกิจแก่ทั้งสองฝ่ายในอนาคต
                ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทย จะนำวงเงิน reciprocal line ดังกล่าว เป็นเงินทุนสำหรับธนาคารกสิกรไทย สาขาเซินเจิ้น เพื่อใช้ในการปล่อยกู้ธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศจีน โดยปีนี้ธนาคารฯ มีการตั้งเป้าปล่อยกู้จำนวน 1,200 ล้านหยวน หรือเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากปีที่ผ่านมา เพื่อตอบสนองความต้องการสินเชื่อในจีนที่มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมากกว่า 42 ล้านราย  นอกจากนี้ ธนาคารกสิกรไทยยังวางแผนจะยกระดับสาขาเป็นธนาคารพาณิชย์ต่างชาติท้องถิ่น ภายในปี พ.ศ. 2556 ด้วย
สรุป
                ธนาคารกสิกรไทย จำกัด และธนาคาร ICBC (ไอซีบีซี) ร่วมลงนามในสัญญาสนับสนุนทางการเงินระหว่างกัน ในวงเงิน 8,000 ล้านบาท เพื่อเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจแก่ ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) จำกัด ในประเทศไทย และธนาคารกสิกรไทย สาขาเซินเจิ้น เพื่อรองรับการแข่งขันและการพัฒนาบริการทางการเงินของทั้ง 2 ธนาคาร เพราะปัจจุบันตลาดการเงินจีนมีขนาดใหญ่มากและมีโอกาสเติบโตสูง ในขณะที่อุปสงค์สินเชื่อในตลาดมีมากกว่าอุปทานที่ธนาคารพาณิชย์ในจีนจะสามารถให้ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จึงเป็นโอกาสให้ธนาคารกสิกรไทย ในฐานะธนาคารชั้นนำที่ชำนาญในเรื่องเอสเอ็มอีของประเทศไทย เล็งเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจเข้าไปชิงส่วนแบ่งการตลาดธนาคารพาณิชย์ในจีน เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของจีนและไทย

แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์  “ผู้จัดการ (iBusiness)
                  ประจำ วันพุธที่ 27 กรกฎาคม 2554  ปีที่ 3  ฉบับที่ 841  (หน้าที่ 23)
ผู้รับผิดชอบ  นางสาวปาริฉัตร   นิลทะวงษ์    รหัส  52112804027

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

กสิกรไทยจับมือเครือ รพ.กรุงเทพ เปิดบัตรร่วมฯ ดูแลสุขภาพครบวงจร

กรุงเทพฯ--20 ก.ค. 2554--ธนาคารกสิกรไทย

ธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ เปิดตัวบัตรเครดิตร่วมเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ-กสิกรไทย เสนอสิทธิประโยชน์ในการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร พร้อมเอกสิทธิ์มากมาย พร้อมตั้งเป้ายอดบัตร 150,000 ใบใน 3 ปี มูลค่าการใช้จ่ายกว่า 16,000 ล้านบาท
นายกฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีกลุ่มผู้รักและใส่ใจในการรักษาสุขภาพเพิ่มมากขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องใช้บริการดูแลด้านสุขภาพกับโรงพยาบาลที่มีคุณภาพสูงสุด ธนาคารจึงได้ร่วมมือกับเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ เครือข่ายโรงพยาบาลอันดับหนึ่งของไทย ออกบัตรเครดิตร่วมเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ-กสิกรไทย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ที่ไม่เพียงมุ่งเน้นเรื่องการดูแลสุขภาพกาย แต่เป็นการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร เพื่อความสมบูรณ์ทั้งสุขภาพกายและใจ และได้รับบริการทางการเงินที่มีคุณภาพด้วย ซึ่งเป็นที่มาของบัตรเครดิตที่ตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ของกลุ่มผู้รักสุขภาพ

ด้านนายแพทย์ชาตรี ดวงเนตร ประธานคณะผู้บริหาร ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ปัจจุบันเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ เป็นผู้นำเครือข่ายทางการแพทย์อันดับ 1 ของประเทศไทย และเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยได้ขยายเครือข่ายรวม 17 สาขา ประกอบด้วยกลุ่มโรงพยาบาลชั้นนำ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลบีเอ็นเอช** ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการแทบทุกภูมิภาคของไทย การร่วมมือกันทางธุรกิจสำหรับบัตรเครดิตร่วมเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ-กสิกรไทยในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งความมุ่งหมายในการพัฒนาความพึงพอใจให้กับลูกค้าด้วยสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มากมายที่จะได้รับจากการเป็นผู้ถือบัตร
สำหรับความร่วมมือในการเปิดตัวบัตรเครดิตร่วมเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ-กสิกรไทยจะเป็นความร่วมมือในการให้บริการทางการแพทย์และการเงินที่สมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ผู้มาใช้บริการที่เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ได้รับบริการคุณภาพทั้งการรักษาพยาบาลและการชำระเงิน โดยจะนำเสนอสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพให้กับลูกค้าของเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ไม่ว่าจะเป็น ส่วนลดสูงสุดถึง 30% บริการรถพยาบาลฉุกเฉินฟรี สามารถอัพเกรดห้องพักผู้ป่วย ส่วนลด 50% สำหรับบริการเฮลิคอปเตอร์การแพทย์ฉุกเฉิน
นายกฤษฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า บัตรเครดิตร่วมเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ-กสิกรไทย ภายใต้แนวคิด “ฝากสุขภาพคุณ...ให้เราดูแล” ได้รวบรวมสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อาทิ รับส่วนลดเมื่อใช้บริการที่เครือโรงพยาบาลฯ ทุกแห่ง พร้อมรับความคุ้มครองประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล วงเงินคุ้มครองถึง 100,000 บาท และค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ 3,000 บาทต่อครั้งแบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง สิทธิพิเศษทางด้านการเงินจากธนาคารกสิกรไทย สำหรับบริการกู้สินเชื่อบ้านและบริการเงินฝาก รวมถึงสิทธิพิเศษจากร้านค้าพันธมิตรต่าง ๆ ที่ร่วมรายการ ไม่ว่าจะเป็น สายการบิน สปา ฟิตเนส ร้านอาหาร โรงแรม บริการรถเช่า
นอกจากนี้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์รสมถึงการจัดสิทธิประโยชน์ได้อย่างครอบคลุม ตรงกับความต้องการจะสามารถเพิ่มความไว้ใจและความสะดวกให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยธนาคารตั้งเป้าหมายของบัตรเครดิตร่วมเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ–กสิกรไทยไว้ที่ 50,000 ใบ ภายในระยะเวลา 1 ปีนับจากนี้ และคาดหวังว่าจะขยายฐานผู้ใช้เพิ่มขึ้นเป็น 150,000 ใบในอีก 3 ปีข้างหน้า ด้วยมูลค่าการใช้จ่ายประมาณ 16,000 ล้านบาท
ผู้ที่สนใจสามารถสมัครบัตรเครดิตร่วมเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ-กสิกรไทย ได้ที่เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ทั้ง 3 กลุ่มโรงพยาบาลและที่สาขาของธนาคารกสิกรไทยทั่วประเทศ โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ K-Contact Center 0-2888-8888 หรือที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ของเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ โทร.1719
วิเคราะห์ข่าว
ธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ เปิดตัวบัตรเครดิตร่วมเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ-กสิกรไทย เสนอสิทธิประโยชน์ในการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร พร้อมเอกสิทธิ์มากมาย พร้อมตั้งเป้ายอดบัตร 150,000 ใบใน 3 ปี มูลค่าการใช้จ่ายกว่า 16,000 ล้านบาทโดยปัจจุบันมีกลุ่มผู้รักในเรื่องสุขภาพมากขึ้น  ธนาคารจึงได้ร่วมมือกับเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ออกบัตรเครดิตร่วมเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ-กสิกรไทย เป็นการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร เพื่อความสมบูรณ์ทั้งสุขภาพกายและใจ สำหรับความร่วมมือในการเปิดตัวบัตรเครดิตร่วมเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ-กสิกรไทยจะเป็นความร่วมมือในการให้บริการทางการแพทย์และการเงินที่สมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ผู้มาใช้บริการที่เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ได้รับบริการคุณภาพทั้งการรักษาพยาบาลและการชำระเงิน โดยจะนำเสนอสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพให้กับลูกค้าของเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ไม่ว่าจะเป็น ส่วนลดสูงสุดถึง 30% บริการรถพยาบาลฉุกเฉินฟรี สามารถอัพเกรดห้องพักผู้ป่วย ส่วนลด 50% สำหรับบริการเฮลิคอปเตอร์การแพทย์ฉุกเฉิน  
นอกจากนี้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์รสมถึงการจัดสิทธิประโยชน์ได้อย่างครอบคลุม ตรงกับความต้องการจะสามารถเพิ่มความไว้ใจและความสะดวกให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี

ที่มา http://www.newswit.com/fin/2011-07-20/517d0bce1664836414080cb8431b79bb/ ประจำวันที่ 20 ก.ค. 2554


  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

กสิกรฯ คาดดอกเบี้ยแตะ 3.75% ส่ง 2 กองตราสารหนี้เกาะกระแส

ASTV ผู้จัดการรายวัน – บลจ.กสิกรไทยคาด กนง.ขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 รอบแตะ 3.75% พร้อมแนะลงทุนระยะสั้นไม่เกิน 1 ปีรับอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ล่าสุดส่ง 2 กองทุนตราสารหนี้อายุ 3 เดือน และ 1 ปี เอาใจลูกค้า ชูยิลด์ 3.2-3.8% ต่อปี เปิดขายตั้งแต่วันนี้ถึง 25 กรกฎาคมนี้
นางสาวยุพาวดี ตู้จินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้บริษัทคาดว่า กนง.อาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25-0.50% หลังจากที่มีการปรับขึ้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา จาก 3.00% เป็น 3.25% เพื่อสกัดอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารต่างๆ ปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้อีก
ทั้งนี้ เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ลงทุน บริษัทจึงได้นำเสนอกองทุนตราสารหนี้ที่มีอายุกองทุนทั้ง 3 เดือน และ 1 ปี โดยถึงแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ก็จะมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และปรับขึ้นเป็นช่วงๆ ดังนั้น หากอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงปลายปีจะปรับขึ้นไปยืนตามที่คาดการณ์กันไว้ที่ 3.50%-3.75% และและธนาคารต่างๆจะปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก แต่เมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนโดยเฉลี่ยในช่วง 1 ปีแล้ว เชื่อว่าการลงทุนในกองทุนนี้ยังสามารถให้โอกาสรับผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝากประจำ
สำหรับกองทุนที่จะทำเปิดขายได้แก่ กองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ 3 เดือน เอเอฟ (KFl3MAF) และกองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ต่างประเทศ 1 ปี เจ (KFF1YJ) ที่จะทำการเปิดขายระหว่างวันที่ 19-25 กรกฎาคม นี้ โดยทั้ง 2 กองทุนที่จะเสนอขายประมาณการโอกาสรับผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายกองทุนที่ 3.20% ต่อปี และ 3.80% ต่อปี ตามลำดับ คาดว่าจะรองรับเม็ดเงินถึง 20,000 ล้านบาท
สรุป
                เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ลงทุน บริษัทจึงได้นำเสนอกองทุนตราสารหนี้ที่มีอายุกองทุนทั้ง 3 เดือน และ 1 ปี โดยถึงแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ก็จะมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และปรับขึ้นเป็นช่วงๆ ดังนั้น หากอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงปลายปีจะปรับขึ้นไปยืนตามที่คาดการณ์กันไว้ที่ 3.50%-3.75%  นอกจากการลงทุนใน 2 กองทุนนี้แล้ว บริษัทยังได้เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนได้แจ้งความประสงค์ที่จะนำเงินลงทุนเริ่มต้นพร้อมผลตอบแทนเมื่อกองทุนครบอายุ ไปซื้อกองทุนเปิดเค ตราสารรัฐระยะสั้น (K-TREASURY) โดยอัตโนมัติ เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนเพิ่มเติมภายใต้ความเสี่ยงต่ำ ในระหว่างพักเงินรอจังหวะลงทุนในกองทุนอื่นๆ ต่อไปอีกด้วย

แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์  “ผู้จัดการ (iBusiness)
                  ประจำ วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม 2554  ปีที่ 3  ฉบับที่ 834  (หน้าที่ 20)
ผู้รับผิดชอบ  นางสาวปาริฉัตร   นิลทะวงษ์    รหัส  52112804027

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

กสิกรไทยจับมือเครือ รพ.กรุงเทพ เปิดบัตรร่วมฯ ดูแลสุขภาพครบวงจร

ธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ เปิดตัวบัตรเครดิตร่วมเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ-กสิกรไทย เสนอสิทธิประโยชน์ในการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร พร้อมเอกสิทธิ์มากมาย พร้อมตั้งเป้ายอดบัตร 150,000 ใบใน 3 ปี มูลค่าการใช้จ่ายกว่า 16,000 ล้านบาท
นายกฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีกลุ่มผู้รักและใส่ใจในการรักษาสุขภาพเพิ่มมากขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องใช้บริการดูแลด้านสุขภาพกับโรงพยาบาลที่มีคุณภาพสูงสุด ธนาคารจึงได้ร่วมมือกับเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ เครือข่ายโรงพยาบาลอันดับหนึ่งของไทย ออกบัตรเครดิตร่วมเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ-กสิกรไทย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ที่ไม่เพียงมุ่งเน้นเรื่องการดูแลสุขภาพกาย แต่เป็นการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร เพื่อความสมบูรณ์ทั้งสุขภาพกายและใจ และได้รับบริการทางการเงินที่มีคุณภาพด้วย ซึ่งเป็นที่มาของบัตรเครดิตที่ตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ของกลุ่มผู้รักสุขภาพ
ด้านนายแพทย์ชาตรี ดวงเนตร ประธานคณะผู้บริหาร ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ปัจจุบันเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ เป็นผู้นำเครือข่ายทางการแพทย์อันดับ 1 ของประเทศไทย และเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยได้ขยายเครือข่ายรวม 17 สาขา ประกอบด้วยกลุ่มโรงพยาบาลชั้นนำ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลบีเอ็นเอช** ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการแทบทุกภูมิภาคของไทย การร่วมมือกันทางธุรกิจสำหรับบัตรเครดิตร่วมเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ-กสิกรไทยในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งความมุ่งหมายในการพัฒนาความพึงพอใจให้กับลูกค้าด้วยสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มากมายที่จะได้รับจากการเป็นผู้ถือบัตร
สำหรับความร่วมมือในการเปิดตัวบัตรเครดิตร่วมเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ-กสิกรไทยจะเป็นความร่วมมือในการให้บริการทางการแพทย์และการเงินที่สมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ผู้มาใช้บริการที่เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ได้รับบริการคุณภาพทั้งการรักษาพยาบาลและการชำระเงิน โดยจะนำเสนอสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพให้กับลูกค้าของเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ไม่ว่าจะเป็น ส่วนลดสูงสุดถึง 30% บริการรถพยาบาลฉุกเฉินฟรี สามารถอัพเกรดห้องพักผู้ป่วย ส่วนลด 50% สำหรับบริการเฮลิคอปเตอร์การแพทย์ฉุกเฉิน
นายกฤษฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า บัตรเครดิตร่วมเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ-กสิกรไทย ภายใต้แนวคิด ฝากสุขภาพคุณ...ให้เราดูแลได้รวบรวมสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อาทิ รับส่วนลดเมื่อใช้บริการที่เครือโรงพยาบาลฯ ทุกแห่ง พร้อมรับความคุ้มครองประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล วงเงินคุ้มครองถึง 100,000 บาท และค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ 3,000 บาทต่อครั้งแบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง สิทธิพิเศษทางด้านการเงินจากธนาคารกสิกรไทย สำหรับบริการกู้สินเชื่อบ้านและบริการเงินฝาก รวมถึงสิทธิพิเศษจากร้านค้าพันธมิตรต่าง ๆ ที่ร่วมรายการ ไม่ว่าจะเป็น สายการบิน สปา ฟิตเนส ร้านอาหาร โรงแรม บริการรถเช่า

แหล่งที่มา www.Newswit.com ประจำวันที่ 20 ก.ค. 2554

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

จี้รบ.ตอบโจทย์กินดีอยู่ดี ฝาก'ยิ่งลักษณ์'

    
     เสี่ยปั้นแนะรัฐบาลปู "ยิ่งลักษณ์"ตอบโจทย์ปัญหาเศรษฐกิจ-สังคม สร้างความกินดีอยู่ดีให้ประชาชน เน้นความสำคัญด้านการศึกษา จวกเปลี่ยนรมว.ศึกษาฯบ่อยกว่าเปลี่ยนผ้าอนามัย ย้ำยังคงเป้าสินเชื่อ-แผนธุรกิจรอดูนโยบายรัฐ

 นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง " ขับประเทศไทย ภายใต้บริบท "เศรษฐกิจ สังคม ยุครัฐบาล"ว่า บุคคลใดจะเข้ามานั่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไม่สำคัญเท่ากับการแก้ไขโจทย์ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข และการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา เพราะที่ผ่านมาไม่มีนโยบายที่เป็นรูปธรรม ซึ่งมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อยเหมือนเปลี่ยนผ้าอนามัย ทั้งนี้การศึกษาถือเป็นรากฐานของการดำเนินชีวิต หากประชาชนมีความรู้ก็จะสามารถช่วยเหลือตนเองในการประกอบอาชีพได้
 "การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกรัฐบาลให้ความสำคัญและตั้งความหวังมาโดยตลอด แต่ก็ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าสามารถทำได้ โดยที่ผ่านมามีโครงการเรียนฟรีก็ถือว่าเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ประชาชนมีการศึกษาขึ้นแต่ทั้งนี้ก็ไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุด และวิธีที่ดีที่สุดคือควรให้การศึกษาเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างแท้จริง ทำให้คุณภาพการเรียนรู้เกิดขึ้นจริง และทำให้ประชาชนโดยรวมมีความรู้สามารถทำมาหากินในเวทีโลกได้"
 ขณะที่ประเด็นทางเศรษฐกิจก็ควรให้ความสำคัญควบคู่กันไปพร้อมๆ กับการศึกษา เนื่องจาก หากระบบการศึกษาเดินหน้าเศรษฐกิจก็เดินหน้า ซึ่งถ้าเศรษฐกิจขยายตัวดีอยู่แล้วและประชาชนก็มีความรู้ความสามารถก็ยิ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดียิ่งขึ้น
 นายบัณฑูร กล่าวว่า การที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกนั้น ส่วนตัวแล้วเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เพราะผ่านกระบวนการ กติกา ทางด้านการเมืองมาแล้ว แต่ต่อจากนี้จะขึ้นอยู่กับการบริหารอำนาจที่ได้มาว่าจะทำอย่างไร ซึ่งต้องใช้อำนาจที่ได้มาทำให้ประชาชนทุกคน ทุกชนชั้นในประเทศไทยมีความสุข และความเจริญเกิดขึ้นให้ได้
 ส่วนนโยบายประชานิยมในภาพรวมนั้น ก็มีสูตรของความพอดีอยู่ในตัวเอง ต้องพิจารณาว่าเงินคงคลังถูกนำไปใช้อย่างสมดุลหรือไม่ ซึ่งนำไปสู่ความเจริญทางด้านเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่ แต่ตอนนี้นโยบายต่างๆ ยังไม่มีความชัดเจน จึงยังไม่สามารถคาดการณ์ได้
 ขณะที่โจทย์ทางด้านภาคการเงินนั้น หากโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจมีความมั่นคง เชื่อว่าภาคเอกชนในทุกธุรกิจทุกองค์กรจะสามารถขยายการเติบโตทางธุรกิจได้ดี ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคการเงินในภาพรวมอยู่แล้ว แต่ในทางกลับกันหากโครงสร้างพื้นฐานอ่อนแอภาคเอกชนก็อ่อนแอตามไปด้วย
 อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าปัญหาทางการเมืองจะไม่มีทางจบสิ้น ยังคงเดินไปตามครรลองของการเมืองอยู่ตลอด ซึ่งเมื่อจบปัญหาหนึ่งก็จะมีโจทย์ใหม่ให้เข้ามาแก้ไขอีก แต่โจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือทำอย่างไรให้ประชาชนไทยมีอาชีพที่ยั่งยืน มีงานทำ มีเสถียรภาพด้านรายได้ อัตราเงินเฟ้อไม่สูง
 นอกจากนี้ นายบัณฑูร ยังได้กล่าวอีกว่า ในปีนี้ธนาคารยังคงเป้าหมายสินเชื่อและแผนธุรกิจเดิมไว้ โดยธนาคารตั้งเป้าสินเชื่อปีนี้ที่ 7-9% ซึ่งเป็นการเติบโตของทุกกลุ่ม ทั้งสินเชื่อรายใหญ่ รายย่อย และเอสเอ็มอี ส่วนอนาคตจะมีการปรับเปลี่ยนเป้าหมายการดำเนินงานหรือไม่นั้นคงต้องรอดูนโยบายของรัฐบาลก่อน
 ขณะที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 13 ก.ค.นี้ เพื่อพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เชื่อว่า คงเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีหน้าที่ดูแลรักษาเสถียรภาพเงินตรา ส่วนรัฐบาลก็มีหน้าที่ผลักดันให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 แหล่งที่มา    จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,651  10-13  กรกฎาคม พ.ศ. 2554  http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view=article&id=74347:2011-07-11-01-59-26&catid=104:-financial-&Itemid=443 

    นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.ธนาคารกสิกรไทย ได้กล่าวกล่าวในงานสัมมนาเรื่อง " ขับประเทศไทย ภายใต้บริบท "เศรษฐกิจ สังคม ยุครัฐบาล"ว่า บุคคลใดจะเข้ามานั่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไม่สำคัญเท่ากับการแก้ไขโจทย์ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข และการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา ทั้งนี้การศึกษาถือเป็นรากฐานของการดำเนินชีวิต หากประชาชนมีความรู้ก็จะสามารถช่วยเหลือตนเองในการประกอบอาชีพได้     ขณะที่ประเด็นทางเศรษฐกิจก็ควรให้ความสำคัญควบคู่กันไปพร้อมๆ กับการศึกษา เนื่องจาก หากระบบการศึกษาเดินหน้าเศรษฐกิจก็เดินหน้า ซึ่งถ้าเศรษฐกิจขยายตัวดีอยู่แล้วและประชาชนก็มีความรู้ความสามารถก็ยิ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดียิ่งขึ้น
 นายบัณฑูร ยังได้กล่าวอีกว่า ในปีนี้ธนาคารยังคงเป้าหมายสินเชื่อและแผนธุรกิจเดิมไว้ โดยธนาคารตั้งเป้าสินเชื่อปีนี้ที่ 7-9% ซึ่งเป็นการเติบโตของทุกกลุ่ม ทั้งสินเชื่อรายใหญ่ รายย่อย และเอสเอ็มอี ขณะที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 13 ก.ค.นี้ เพื่อพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เชื่อว่า คงเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีหน้าที่ดูแลรักษาเสถียรภาพเงินตรา ส่วนรัฐบาลก็มีหน้าที่ผลักดันให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

กสิกรไทยรุกประกันชีวิตมนุษย์เงินเดือน ตั้งเป้ากวาดเบี้ยประกันกว่า 500 ล้านบาท


               นายศีลวัต สันติวิสัฎฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้ออกแคมเปญผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตล่าสุด  “ประกันชีวิตมนุษย์เงินเดือน” สำหรับกลุ่มผู้ที่มีรายได้ประจำ หรือเป็นผู้มีรายได้หลักของครอบครัว หรือหัวหน้าครอบครัวที่ต้องการสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวในระยะยาว ซึ่งจุดเด่นของแคมเปญดังกล่าว จะเป็นการรวมผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ กับการประกันโรคร้ายแรง และคิดเบี้ยประกันในอัตราที่ต่ำ เริ่มต้นเพียง 700 บาทต่อเดือน โดยชำระเบี้ยประกัน 15 ปี จะได้รับความคุ้มครอง 25 ปี
               ทั้งนี้ผู้ทำประกันชีวิตมนุษย์เงินเดือน จะได้รับจ่ายเงินคืนทุกปี ปีละ 1% ของทุนประกัน  เพื่อเก็บเป็นเงินออมสำหรับครอบครัว รับความคุ้มครองชีวิตสูงถึง 125% ของทุนประกัน และความคุ้มครองอุบัติเหตุเพิ่มอีก100% ของทุนประกัน เมื่อครบสัญญาจะได้รับรวมผลประโยชน์สูงถึง 150% ของทุนประกัน พร้อมสามารถใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีได้ตามเกณฑ์กรมสรรพากร
              นอกจากนี้จะได้รับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากโรคร้ายที่ไม่คาดคิดใน 4 กลุ่มโรคร้ายแรง ได้แก่ กลุ่มโรคหลอดเลือดและโรคหัวใจ กลุ่มโรคมะเร็ง กลุ่มโรคที่มีภาวะขั้นรุนแรงขั้นสุดท้ายของ ตับ ปอด และไต และกลุ่มอื่น ๆ เช่น อัลไซเมอร์ และทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร
                ธนาคารกสิกรไทย เชื่อว่าจะมีลูกค้าให้ความสนใจร่วมแคมเปญ “ประกันชีวิตมนุษย์เงินเดือน” มาก โดยคาดว่าจะมีผู้สนใจสมัครใช้บริการกว่า 40,000 ราย คิดเป็นค่าเบี้ยประกันกว่า 500 ล้านบาท โดยคาดว่าแคมเปญนี้จะช่วยกระตุ้นยอดขายเพิ่มประมาณ 30% ต่อเดือน
               สำหรับภาพรวมตลาดของธุรกิจประกันของธนาคารกสิกรไทย (Bancassurance) ในครึ่งปีแรกมีเบี้ยประกันรับกว่า 5,700 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2553 คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นถึง 27%




ปัจจุบันประเทศไทยมีมนุษย์เงินเดือนอยู่มากมาย และส่วนมากจะเป็นหัวหน้าครอบครัว และเป็นผู้หารายได้หลักสำหรับครอบครัว ดังนั้นหากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงแก่คนในครอบครัว ธนาคารกสิกรไทยจึงได้ทำประกันชีวิตมนุษย์เงินเดือน เพื่อสำหรับคนวัยทำงาน เนื่องจากประกันชีวิตนี้ได้ให้ความคุ้มครองอย่างครบวงจรทั้ง คุ้มครองชีวิต อุบัติเหตุ และโรคร้าย รวมทั้งสามารถใช้เป็นช่องทางการเก็บออมเงินสำหรับใช้จ่ายยามจำเป็นในอนาคตได้ และเป็นกลยุทธ์ของบริษัทอย่างหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มยอดขายในแต่ละเดือนของบริษัทได้

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

กสิกรไทยปล่อยกู้สร้างคอนโดฯ ยูดีไลท์ ยกกำลังสองฯ


นายทวิช ธนะชานันท์ (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย และนายธนพล ศิริธนชัย (ที่ 2 จากขวา) ประธานอำนวยการ บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด ร่วมพิธีลงนามในสัญญาให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัท ฯ เพื่อใช้ในการก่อสร้างคอนโดมิเนียม โครงการยูดีไลท์ ยกกำลังสอง@บางซื่อ Station บริเวณ ซอยประชาชื่น 19 ณ ธนาคารกสิกรไทย สำนักพหลโยธิน เมื่อเร็ว ๆ นี้

แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ (วันพุธที่ 13 กรกฎาคม 2554)

ธนาคารกสิกรไทยร่วมกับบริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด ลงนามในสัญญาสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทฯ เพื่อใช้ในการก่อสร้างคอนโดมิเนียม

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS